การขับรถขึ้น-ลงเขา ตอนที่ 2 Driving up - downhill 2
การลงเขา
การลงเขาถือว่าอันตรายมากที่สุดเพราะการขึ้นเขานั้นอาศัยแค่กำลังรถเป็นตัวตั้งแต่สำหรับการลงเขาต้องอาศัยความพร้อมและสติของคนขับเป็นตัวตั้งและสมรรถนะของรถเป็นตัวรองลงมา
1. เช่นกันจะมีป้ายบอกกำหนดการใช้เกียร์ต่ำและความเร็วที่ปลอดภัยบอกไว้เป็นระยะๆถ้าทำได้ก็ให้ทำตามนั้นครับ
2. ถ้ามีจุดชมวิวที่ยอดเขาก่อนลงเขาก็ควรหยุดพักรถเพื่อระบายความร้อนของน้ำมันเบรคและน้ำมันเครื่อง-เกียร์ตลอดจนน้ำหม้อน้ำให้กลับมามีสภาพความเย็นและความหนืดพร้อมกับการลุยในยกต่อไป
3. การใช้เกียร์และความเร็วก็ดังที่บอกเรื่องการขึ้นเขาว่าให้จดจำเกียร์สูงสุดที่ใช้ตอนขึ้นเขาและต้องนำมาใช้ตอนลงเขาด้วยครับ ความจริงแล้วมันก็มีสูตรง่ายๆสำหรับนักขับทั่วๆไปว่าตอนขึ้นเขาใช้เกียร์ไหนขึ้นตอนลงก็ให้ใช้เกียร์นั้นเช่นเกียร์ที่ใช้ขึ้นสูงสุดคือเกียร์ 3 ตอนลงก็ไม่ควรใช้เกียร์ที่สูงกว่าเกียร์3 หรือเกียร์อีโนมัติตอนขึ้นใช้ D2 ตอนลงก็ควรใช้ D2 เช่นกันครับ แต่ถ้าเอาแบบปลอดภัยมากขึ้นก็ใช้สูตรขึ้นเกียร์ไหนเวลาลงให้ใช้เกียร์ที่ต่ำลงมา 1 เกียร์ครับ ที่ต้องจดจำก็เพราะความเร็วขาลงมันจะสูงขึ้นและรอบเครื่องจะสูงส่วนมากจึงใช้การเข้าเกียร์ที่สูงขึ้นซึ่งการกระทำดังกล่าวยิ่งจะทำให้ความเร็วรถสูงขึ้นแต่การเกาะถนนหรือการทรงตัวของรถจะแย่ลงซึ่งส่วนมากก็จะไปอาศัยการใช้เบรคบ่อยๆแทนจนบางครั้งเกิดความร้อนสูงในระบบเบรคจนลื่นและเบรคไม่อยู่สุดท้ายก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกขาดสติและเกิดอุบัติเหตุขึ้นครับ แต่ถ้าจำเกียร์ไม่ได้อันนี้ก็อาศัยรอบช่วยเช่นกันแต่จะใช้รอบสูงกว่าตอนขึ้นครับคือเมื่อรอบสูงขึ้นเกิน 3500 รอบแต่ไม่เกิน 4000 รอบก็สามารถเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นอีก 1 เกียร์ได้ครับและเช่นกันถ้ารอบต่ำกว่า 3000 รอบลงเรื่อยๆและความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆให้ค่อยๆแตะเบรคพอรอบต่ำกว่า 2500รอบให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลง 1 เกียร์ครับ จำง่ายๆคือความเร็วและเกียร์ที่ปลอดภัยคือเกียร์ที่รอบเครื่องแกว่งหรือนิ่งอยู่ระหว่าง 2500-3500 รอบโดยการไม่แตะคันเร่งครับถ้าอยู่ที่เกียร์ไหนเช่นเกียร์3 ก็พยามเลี้ยงรอบมันไว้ถ้าสูงเกินก็แตะเบรคนิ่มๆเพื่อลดรอบให้อยู่ในระดับครับห้ามเหยียบเบรคอย่างรุนแรงครับเพราะอาจจเกิดเสียการทรงตัวหรือลื่นไถลได้ครับ***ที่ปลอดภัยที่สุดอันนี้สำหรับการลงเขาคือเกียร์ที่ต่ำที่สุดที่มีในรถนั่นคือเกียร์ 1ครับเพราะมันมีเอนจินเบรคที่ดีที่สุดและการควบคุมรอบทำได้ทันใจดีที่สุดครับอันนี้ผมเคยใช้เกียร์ 1 ลงเขาแห่งหนึ่งทางภาคเหนือโดยไม่แตะเบรคเลยแม้แต่ครั้งเดียวมันควบคุมรถง่ายมากๆครับเพราะถึงมันจะชันจะคดเคี้ยงยังไงความเร็วรถก็ไม่มีเกิน 30ไปได้เลยแต่คงไม่เป็นที่ถูกใจบรรดาเพื่อนร่วมทางที่เป็นขาประจำเท่าไหร่**
ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การดูแลรักษายางรถยนต์การเลือกยาง เรื่องแบตเตอร์รี่รถยนต์ การทำประกันภัยรถยนต์และอื่นๆ
Showing posts with label การขับรถขึ้น-ลงเขา. Show all posts
Showing posts with label การขับรถขึ้น-ลงเขา. Show all posts
Sunday, 24 November 2013
การขับรถขึ้น-ลงเขา ตอนที่ 1 Driving up - downhill 1
การขับรถขึ้น-ลงเขา ตอนที่ 1 Driving up - downhill 1
อันนี้เนื่องจากเคยมีบางท่านที่ตั้งกระทู้ถามมาในหน้าชมรมคนรักรถครับซึ่งผมก็เห็นว่ามันมีประโยชน์ดีทีเดียวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับท่านที่ใช้รถที่มีสมรรถนะสูงคันโตๆหรือท่านที่ขึ้น-ลงเขาเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้ แต่สำหรับท่านที่ใช้รถขนาดเล็กหรือรถราคาประหยัดหรือท่านที่นานๆครั้งจะใช้เส้นทางดังกล่าวหรือเดินทางไกลครั้งแรกโดยไม่เคยใช้เส้นทางดังกล่าวเลยก็อาจจะประสบปัญหาได้ครับ
การเตรียมตัว
ก็คงเป็นพื้นฐานทั่วๆไปตามปกติคือ
1. ศึกษาเส้นทางให้ดีอาจจะทั้งจากแผนที่หรือสอบถามจากท่านที่เคยเดินทางผ่านเส้นทางนั้นๆมาแล้ว
2. เตรียมรถให้พร้อม สภาพของยางต้องอยู่ในสภาพดีดอกยางต้องไม่แข็งหรือโล้น เติมลมยางให้ตรงตามที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดมารวมทั้งยางสำรองด้วยควรเติมมากกว่าปกติราว 5ปอด์น เช็คหรือเปลี่ยนน้ำมันเบรคให้ระดับอยู่ตามกำหนดหรือเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเบรคที่เกรดสูงขึ้นเช่นจากปกติใช้ด็อท3อยู่อาจจะเปลี่ยนไปใช้ด็อท 4ที่ทนอุณหภูมิได้สูงกว่าเป็นต้น นำรถเข้าปรับตั้วศูนย์หรือถ่วงล้อในกรณีที่รถอาจจะมีอาการผิดปกติเรื่องการควบคุม
3. ในกรณีที่รถอายุงานมากๆแล้วควรจะเตรียมอุปกรณ์พวกหมอนหนุนล้อขนาดพอเหมาะใส่ท้ายรถไปด้วยเผื่อจำเป็นต้องใช้ถ้าเกิดรถไปเสียกลางภูเขา
4. ตรวจสภาพความพร้อมของรถโดยทั่วไปเช่นน้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำฉีดกระจก ระบบไฟทั้งหมดมั่นใจว่าทำงานถูกต้องและอาจจะมีการเตรียมอะไหล่ที่จำเป็นหรือที่เป็นจุดอ่อนที่เคยเสียไปด้วยเช่นฟิวส์ขนาดต่างๆเป็นต้น
5. เตรียมตัวให้พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอหรือออกกำลังเป็นประจำก่อนเดินทางอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1สัปดาห์อย่าลืมว่ากว่าเราจะเดินทางไปถึงจุดดังกล่าวต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงถ้าร่างกายไม่พร้อมซ้ำต้องเจองานหนักขึ้นก็อาจจะมีอารมณ์หงุดหงิดและเสียการควบคุมรถได้ง่ายๆครับ
การเดินทางขึ้นเขา
1. ก่อนถึงจุดที่จะต้องขึ้นเขาเราอาจจะต้องหยุดรถเพื่อพักรถให้น้ำมันต่างๆและน้ำหล่อเย็น-เครื่องยนต์เย็นตัวลงและเพื่อความพร้อมของคนขับเองเนื่องจากอาจจะอ่อนล้ามาแล้วจากการเดินทางมานานพอสมควร พักนานเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยแต่น้อยที่สุดไม่ควรต่ำกว่า 20นาที
2. เลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสมกับระดับความเร็วและความชันความโค้งของเขาที่ไต่ขึ้น คอยสังเกตุป้ายระบุให้ใช้เกียร์ต่ำและกำหนดความเร็วที่ปลอดภัยที่ข้างทางอยู่เสมอถ้าไม่รีบร้อนหรือเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดควรใช้ความเร็วตามที่ป้ายระบุหรือบวกไม่เกิน 10 เช่นป้ายแจ้งว่าโค้งอันตรายควรใช้ความเร็วไม่เกิน 40 ก็ควรปฎิบัติตามโดยการลดความเร็วลงมาให้ต่ำกว่า 50 เพราะป้ายที่เขาทำขึ้นมานั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ว่ายานยนต์ชนิดใดๆที่ใช้ความเร็วไม่เกินความเร็วดังกล่าวโอกาสเกิดอุบัติเหตุคือศูนย์ครับ ส่วนเกียร์ที่เหมาะสมในการขึ้นเขาคือเกียร์ที่สามารถรักษารวบเครื่องไว้ได้ระหว่าง 2800-3500รอบครับ ถ้ารอบเครื่องต่ำกว่า 2500รอบให้ลดเกียร์ต่ำลงโดยทันทีอย่ารอให้รอบตกมากกว่านั้นเพราะอาจจะทำให้เสียแรงส่งและอาาจะเกิดการลื่นไถลได้ ความเร็วที่เหมาะสมคือความเร็วที่เกียร์นั้นๆสามารถทำให้รถวิ่งได้ที่รอบเครื่อง 2500-3500รอบครับพยามอย่าให้รอบเครื่องสูงเกิน 3500รอบไปโดยการแช่ครับถ้าเกิน 3500รอบไปสามารถที่จะเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นได้ครับแต่ถ้าเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นแล้วรอบตกและรถไม่มีแรงจนต้องลดเกียร์ลงมาอย่างเดิมก็แสดงว่านั้นคือเกียร์ที่เหมาะสมที่สุดและให้จดจำเกียร์นั้นไว้เพื่อใช้สำหรับการลงเขาด้วยครับ(สำหรับเกียร์ออโต้ก็ใช้รอบเป็นตัววัดโดยการใช้เกียร์ต่ำเช่น 3หรือ2หรือ1 และดูรอบเครื่องเช่นเดียวกันครับ การดูรอบนั้นคงต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นเช่นหูฟังแทนการมองดูก็ได้ครับสำหรับท่านที่อาจจะชำนาญแล้ว)
3. ถ้าเกิดความอ่อนล้าหรือเกิดขาดความมั่นใจในขณะขับขี่จะพบว่าระหว่างทางมักจะมีจุดพักรถหรือจุดชมวิว ขอให้พักเถอะครับอย่าฝืนเสียเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อเรียกความสดชื่นและความมั่นใจกลับคืนมาก่อนอาจจะดื่มน้ำหรือกาแฟซักแก้วและทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนวางแผมแก้ไขไว้เช่นรถอาจจะเสียการควบคุมไปชั่วขณะและเกียร์ที่ใช้ก็เป็นเกียร์4ก็อาจเปลี่ยนแผนเป็นใช้แค่เกียร์3และใช้ความเร็วที่ช้าลง ซึ่งมันจะมีสติดีกว่าที่จะลุยต่อไปครับ
อันนี้เนื่องจากเคยมีบางท่านที่ตั้งกระทู้ถามมาในหน้าชมรมคนรักรถครับซึ่งผมก็เห็นว่ามันมีประโยชน์ดีทีเดียวที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง สำหรับท่านที่ใช้รถที่มีสมรรถนะสูงคันโตๆหรือท่านที่ขึ้น-ลงเขาเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่กับเรื่องพวกนี้ แต่สำหรับท่านที่ใช้รถขนาดเล็กหรือรถราคาประหยัดหรือท่านที่นานๆครั้งจะใช้เส้นทางดังกล่าวหรือเดินทางไกลครั้งแรกโดยไม่เคยใช้เส้นทางดังกล่าวเลยก็อาจจะประสบปัญหาได้ครับ
การเตรียมตัว
ก็คงเป็นพื้นฐานทั่วๆไปตามปกติคือ
1. ศึกษาเส้นทางให้ดีอาจจะทั้งจากแผนที่หรือสอบถามจากท่านที่เคยเดินทางผ่านเส้นทางนั้นๆมาแล้ว
2. เตรียมรถให้พร้อม สภาพของยางต้องอยู่ในสภาพดีดอกยางต้องไม่แข็งหรือโล้น เติมลมยางให้ตรงตามที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดมารวมทั้งยางสำรองด้วยควรเติมมากกว่าปกติราว 5ปอด์น เช็คหรือเปลี่ยนน้ำมันเบรคให้ระดับอยู่ตามกำหนดหรือเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเบรคที่เกรดสูงขึ้นเช่นจากปกติใช้ด็อท3อยู่อาจจะเปลี่ยนไปใช้ด็อท 4ที่ทนอุณหภูมิได้สูงกว่าเป็นต้น นำรถเข้าปรับตั้วศูนย์หรือถ่วงล้อในกรณีที่รถอาจจะมีอาการผิดปกติเรื่องการควบคุม
3. ในกรณีที่รถอายุงานมากๆแล้วควรจะเตรียมอุปกรณ์พวกหมอนหนุนล้อขนาดพอเหมาะใส่ท้ายรถไปด้วยเผื่อจำเป็นต้องใช้ถ้าเกิดรถไปเสียกลางภูเขา
4. ตรวจสภาพความพร้อมของรถโดยทั่วไปเช่นน้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำฉีดกระจก ระบบไฟทั้งหมดมั่นใจว่าทำงานถูกต้องและอาจจะมีการเตรียมอะไหล่ที่จำเป็นหรือที่เป็นจุดอ่อนที่เคยเสียไปด้วยเช่นฟิวส์ขนาดต่างๆเป็นต้น
5. เตรียมตัวให้พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอหรือออกกำลังเป็นประจำก่อนเดินทางอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1สัปดาห์อย่าลืมว่ากว่าเราจะเดินทางไปถึงจุดดังกล่าวต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงถ้าร่างกายไม่พร้อมซ้ำต้องเจองานหนักขึ้นก็อาจจะมีอารมณ์หงุดหงิดและเสียการควบคุมรถได้ง่ายๆครับ
การเดินทางขึ้นเขา
1. ก่อนถึงจุดที่จะต้องขึ้นเขาเราอาจจะต้องหยุดรถเพื่อพักรถให้น้ำมันต่างๆและน้ำหล่อเย็น-เครื่องยนต์เย็นตัวลงและเพื่อความพร้อมของคนขับเองเนื่องจากอาจจะอ่อนล้ามาแล้วจากการเดินทางมานานพอสมควร พักนานเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยแต่น้อยที่สุดไม่ควรต่ำกว่า 20นาที
2. เลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสมกับระดับความเร็วและความชันความโค้งของเขาที่ไต่ขึ้น คอยสังเกตุป้ายระบุให้ใช้เกียร์ต่ำและกำหนดความเร็วที่ปลอดภัยที่ข้างทางอยู่เสมอถ้าไม่รีบร้อนหรือเพื่อให้ปลอดภัยที่สุดควรใช้ความเร็วตามที่ป้ายระบุหรือบวกไม่เกิน 10 เช่นป้ายแจ้งว่าโค้งอันตรายควรใช้ความเร็วไม่เกิน 40 ก็ควรปฎิบัติตามโดยการลดความเร็วลงมาให้ต่ำกว่า 50 เพราะป้ายที่เขาทำขึ้นมานั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ว่ายานยนต์ชนิดใดๆที่ใช้ความเร็วไม่เกินความเร็วดังกล่าวโอกาสเกิดอุบัติเหตุคือศูนย์ครับ ส่วนเกียร์ที่เหมาะสมในการขึ้นเขาคือเกียร์ที่สามารถรักษารวบเครื่องไว้ได้ระหว่าง 2800-3500รอบครับ ถ้ารอบเครื่องต่ำกว่า 2500รอบให้ลดเกียร์ต่ำลงโดยทันทีอย่ารอให้รอบตกมากกว่านั้นเพราะอาจจะทำให้เสียแรงส่งและอาาจะเกิดการลื่นไถลได้ ความเร็วที่เหมาะสมคือความเร็วที่เกียร์นั้นๆสามารถทำให้รถวิ่งได้ที่รอบเครื่อง 2500-3500รอบครับพยามอย่าให้รอบเครื่องสูงเกิน 3500รอบไปโดยการแช่ครับถ้าเกิน 3500รอบไปสามารถที่จะเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นได้ครับแต่ถ้าเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นแล้วรอบตกและรถไม่มีแรงจนต้องลดเกียร์ลงมาอย่างเดิมก็แสดงว่านั้นคือเกียร์ที่เหมาะสมที่สุดและให้จดจำเกียร์นั้นไว้เพื่อใช้สำหรับการลงเขาด้วยครับ(สำหรับเกียร์ออโต้ก็ใช้รอบเป็นตัววัดโดยการใช้เกียร์ต่ำเช่น 3หรือ2หรือ1 และดูรอบเครื่องเช่นเดียวกันครับ การดูรอบนั้นคงต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นเช่นหูฟังแทนการมองดูก็ได้ครับสำหรับท่านที่อาจจะชำนาญแล้ว)
3. ถ้าเกิดความอ่อนล้าหรือเกิดขาดความมั่นใจในขณะขับขี่จะพบว่าระหว่างทางมักจะมีจุดพักรถหรือจุดชมวิว ขอให้พักเถอะครับอย่าฝืนเสียเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อเรียกความสดชื่นและความมั่นใจกลับคืนมาก่อนอาจจะดื่มน้ำหรือกาแฟซักแก้วและทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนวางแผมแก้ไขไว้เช่นรถอาจจะเสียการควบคุมไปชั่วขณะและเกียร์ที่ใช้ก็เป็นเกียร์4ก็อาจเปลี่ยนแผนเป็นใช้แค่เกียร์3และใช้ความเร็วที่ช้าลง ซึ่งมันจะมีสติดีกว่าที่จะลุยต่อไปครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)

