พรบ.รถยนต์ คืออะไร (บทสรุป)
ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.
การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต
2. เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ
3. เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ
4. ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว
รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถ
ดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.
โทษการไม่ทำประกันภัย พ.ร.บ.
ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่ เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
พ.ร.บ. ราคาปกติที่คุณจะได้พบโดยทั่วไป ราคาตามตารางดังนี้
พื้นที่โฆษณา
คุณสามารถประหยัดรายจ่ายในการซื้อพรบ. และสร้างรายได้เสริมได้อีกด้วยกับ พรบ.ราคาประหยัดพิเศษสำหรับสมาชิกเท่านั้น
ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การดูแลรักษายางรถยนต์การเลือกยาง เรื่องแบตเตอร์รี่รถยนต์ การทำประกันภัยรถยนต์และอื่นๆ
Sunday, 17 November 2013
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 5 How to buy the car Tip 5
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 5
หลักการการซื้อรถยนต์สำหรับคุณในการเจรจาซื้อขาย
คุณควรหลีกเลี่ยงการเจรจาต่อรองที่นานเกินไป ผู้ขายจำนวนมากจะยอมรับข้อต่อรองของลูกค้า เพราะไม่ต้องการสูญเสียลูกค้าให้ร้านอื่น เช่นหลังจากเลือกและลองขับรถดูแล้วถ้าคุณพอใจ สิ่งที่คุณควรพูดคือ
“ ฉันชอบรถคันนี้มากและอยากได้ด้วย ถ้าได้ราคาที่สามารถจ่ายได้ก็จะซื้อไว้วันนี้เลย แต่ถ้าไม่ได้ราคาที่ต่อรองก็คงต้องยอมปล่อยมันไป เพราะฉันคิดว่าราคาที่บอกเป็นราคาที่ยุติธรรมแล้ว ฉันจะลองไปร้านอื่นดูเผื่อได้รถแบบเดียวกันและถ้าเป็นราคาที่พอรับได้ ก็คงพอใจซื้อที่นั่นเลย “
การซื้อรถยนต์ด้วยประโยคนี้ทำนองนี้ คุณจะได้รับสิ่งที่ต้องการตัดบทสั้น ๆ ด้วยประโยคที่สามารถโน้มน้าวผู้ขายได้ จากนั้นพยายามล่อใจพวกเขาด้วยกลวิธีการเจรจาต่อรอง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ถ้าผู้ขายตกลง หลังจ่ายเงินแล้วควรตรวจแบบและรุ่นในใบส่งของให้ละเอียด เพื่อแน่ใจว่าผู้ขายไม่ได้แสดงรถคันนั้นแต่ขายรถอีกคันหนึ่งให้ ซึ่งจะกลายเป็นการขาดทุนจากความเลินเล่อของคุณเอง
การซื้อรถยนต์แบบของการชำระเงิน: เป็นแบบที่
เหมาะสมกับคุณหรือไม่
แปดในสิบของผู้ซื้อรถใหม่จะใช้ระบบเงินผ่อนจากผู้ขาย การจ่ายเงินระบบเงินผ่อนไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตามถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำงาน หรือซื้อรถเป็นครั้งแรกไม่มีเงินสะสมมากพอ ไม่ต้องการเสียเงินก้อนใหญ่หรือต้องการตัดภาระให้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต่ำ วิธีเงินผ่อนเป็นวิธีที่ดีที่สุดของคุณ แต่คุณควรเปรียบเทียบสถาบันการเงิน และหาข้อมูลในการกู้เงินระหว่างธนาคารและบริษัทเงินกู้เสียก่อน อย่าเพิ่งเซ็นชื่อใด ๆ ทั้งสิ้นเปรียบเทียบระยะเวลาแล้วจึงเลือกแหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด
การซื้อรถยนต์รูปแบบต่าง ๆ ของระบบการเงิน
ก่อนตกลงทำสัญญากับผู้ขายในระบบเงินผ่อน ให้เปรียบเทียบดอกเบี้ยและรายจ่ายที่คุณต้องเสียไปด้วย
บริษัทไฟแนทซ์
** ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารทั่วไป
** จำนวนเงินขึ้นอยู่กับแบบ รุ่น และยี่ห้อของรถ
** ไม่เน้นการขายรถ
ธนาคาร
** ดอกเบี้ยถูกกว่าบริษัทไฟแนนท์ที่บริษัทขายรถจัดให้
** ดอกเบี้ยต่อเดือนต่ำ
การกู้ยืมทั่วไป
** ให้ราคาสูงกว่าธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์
** ควรจะกู้ยืมเป็นเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
** มีการจัดเตรียมแนวทางเลี่ยงภาษีไว้ให้คุณ
การซื้อรถยนต์การกู้ยืมจากบริษัทประกันภัยที่คุณทำประกันภัยด้วย
** ดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงินทั้งหมด
** สามารถจัดแผนการจ่ายเงินรายเดือนได้เอง
การซื้อรถยนต์ทำอย่างไรคุณจึงจะไม่เสียเปรียบในการกู้ยืม
“ อย่าวิ่งเข้าหาการเสียเปรียบ ถาคุณสามารถเลือกสิ่งอื่นได้ “
Josh Billing, 1919
หลักการการซื้อรถยนต์สำหรับคุณในการเจรจาซื้อขาย
คุณควรหลีกเลี่ยงการเจรจาต่อรองที่นานเกินไป ผู้ขายจำนวนมากจะยอมรับข้อต่อรองของลูกค้า เพราะไม่ต้องการสูญเสียลูกค้าให้ร้านอื่น เช่นหลังจากเลือกและลองขับรถดูแล้วถ้าคุณพอใจ สิ่งที่คุณควรพูดคือ
“ ฉันชอบรถคันนี้มากและอยากได้ด้วย ถ้าได้ราคาที่สามารถจ่ายได้ก็จะซื้อไว้วันนี้เลย แต่ถ้าไม่ได้ราคาที่ต่อรองก็คงต้องยอมปล่อยมันไป เพราะฉันคิดว่าราคาที่บอกเป็นราคาที่ยุติธรรมแล้ว ฉันจะลองไปร้านอื่นดูเผื่อได้รถแบบเดียวกันและถ้าเป็นราคาที่พอรับได้ ก็คงพอใจซื้อที่นั่นเลย “
การซื้อรถยนต์ด้วยประโยคนี้ทำนองนี้ คุณจะได้รับสิ่งที่ต้องการตัดบทสั้น ๆ ด้วยประโยคที่สามารถโน้มน้าวผู้ขายได้ จากนั้นพยายามล่อใจพวกเขาด้วยกลวิธีการเจรจาต่อรอง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ถ้าผู้ขายตกลง หลังจ่ายเงินแล้วควรตรวจแบบและรุ่นในใบส่งของให้ละเอียด เพื่อแน่ใจว่าผู้ขายไม่ได้แสดงรถคันนั้นแต่ขายรถอีกคันหนึ่งให้ ซึ่งจะกลายเป็นการขาดทุนจากความเลินเล่อของคุณเอง
การซื้อรถยนต์แบบของการชำระเงิน: เป็นแบบที่
เหมาะสมกับคุณหรือไม่
แปดในสิบของผู้ซื้อรถใหม่จะใช้ระบบเงินผ่อนจากผู้ขาย การจ่ายเงินระบบเงินผ่อนไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตามถ้าคุณเพิ่งเริ่มทำงาน หรือซื้อรถเป็นครั้งแรกไม่มีเงินสะสมมากพอ ไม่ต้องการเสียเงินก้อนใหญ่หรือต้องการตัดภาระให้เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต่ำ วิธีเงินผ่อนเป็นวิธีที่ดีที่สุดของคุณ แต่คุณควรเปรียบเทียบสถาบันการเงิน และหาข้อมูลในการกู้เงินระหว่างธนาคารและบริษัทเงินกู้เสียก่อน อย่าเพิ่งเซ็นชื่อใด ๆ ทั้งสิ้นเปรียบเทียบระยะเวลาแล้วจึงเลือกแหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด
การซื้อรถยนต์รูปแบบต่าง ๆ ของระบบการเงิน
ก่อนตกลงทำสัญญากับผู้ขายในระบบเงินผ่อน ให้เปรียบเทียบดอกเบี้ยและรายจ่ายที่คุณต้องเสียไปด้วย
บริษัทไฟแนทซ์
** ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารทั่วไป
** จำนวนเงินขึ้นอยู่กับแบบ รุ่น และยี่ห้อของรถ
** ไม่เน้นการขายรถ
ธนาคาร
** ดอกเบี้ยถูกกว่าบริษัทไฟแนนท์ที่บริษัทขายรถจัดให้
** ดอกเบี้ยต่อเดือนต่ำ
การกู้ยืมทั่วไป
** ให้ราคาสูงกว่าธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์
** ควรจะกู้ยืมเป็นเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
** มีการจัดเตรียมแนวทางเลี่ยงภาษีไว้ให้คุณ
การซื้อรถยนต์การกู้ยืมจากบริษัทประกันภัยที่คุณทำประกันภัยด้วย
** ดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงินทั้งหมด
** สามารถจัดแผนการจ่ายเงินรายเดือนได้เอง
การซื้อรถยนต์ทำอย่างไรคุณจึงจะไม่เสียเปรียบในการกู้ยืม
“ อย่าวิ่งเข้าหาการเสียเปรียบ ถาคุณสามารถเลือกสิ่งอื่นได้ “
Josh Billing, 1919
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 4 How to buy the car Tip 4
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 4
การเจรจาต่อรองที่คุณควรและไม่ควรทำ
ด้วยความพยายาม คุณจะพบว่าการเจรจาซื้อขายให้ได้กำไรเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด และเมื่อคุณเริ่มป้องกันตัวเองจากการเอารัดเอาเปรียบได้ทักษะในการซื้อขายที่สัมฤทธิ์ผลจะเป็นของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้มาก่อน แต่คุณสามารถเริ่มต้นได้จากข้อสังเกตเหล่านี้
ทำ - หาราคาที่แน่นอน ก่อนตกลงซื้อขายกับคนขาย
ทำ - ศึกษารถแบบต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคา
ทำ - ตัดสินใจก่อนจะทำการเจรจาซื้อขาย
อย่าทำ - ยอมรับราคาที่สูงกว่าตลาดเพราะอยากได้รถเร็ว ๆ
ทำ - ตัดสินใจขั้นแรก 20 เปอร์เซ็นต์ก่อนตัดสินใจเด็ดขาด
ทำ - ยืนยันความต้องการของคุณ
อย่าทำ - แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าในรถคันใดคันหนึ่ง
ทำ - เตรียมที่จะเดินออก เมื่อคุณรู้สึกอึดอัดในการตัดสินใจ เพื่อรักษาทางเลือกเดิมไว้ และป้องกันตัวเองจากโน้มน้าวของคนขาย
อย่าทำ - อย่าให้เซลแมนควบคุม หรือทำให้คุณพอใจมากเกินไป
ทำ - ถ้าเซลแมนซักถามคุณมากเกินไป ตอบคำถามด้วยการย้อนถาม
ทำ - ตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาอย่างรอบคอบก่อนตกลงใจซื้อ
ทำ - แสดงให้เขารู้หากพบข้อบกพร่องในการทำงานหรือปัญหาของผู้ขาย
ทำ - ตัดสินใจในส่วนสุดท้าย เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว
อย่าทำ - อย่าคุยกับเซลแมนเพียงคนเดียวมากกว่า 2 ครั้ง
ทำ - บอกถึงทุกสิ่งที่คุณต้องการ ก่อนเซ็นชื่อ
ทำ - ทำให้เซลแมนเชื่อว่าเขาจะได้เงินจากการค้า หากยอมรับราคาที่คุณต้องการ บอกถึงราคาที่คุณจ่ายได้
ทำ - ชวนเพื่อน หรือคนรู้จักที่มีประสบการณ์ไปให้ คำแนะนำในการซื้อรถ หรือการเจรจาต่อรองด้วย
การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางการเจรจาในการตัดสินใจแต่ในสถานการณ์จริงผู้ซื้อควรใช้วิจารณญาณ และสติในการตัดสินใจด้วยตนเอง
การเจรจาต่อรองที่คุณควรและไม่ควรทำ
ด้วยความพยายาม คุณจะพบว่าการเจรจาซื้อขายให้ได้กำไรเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด และเมื่อคุณเริ่มป้องกันตัวเองจากการเอารัดเอาเปรียบได้ทักษะในการซื้อขายที่สัมฤทธิ์ผลจะเป็นของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้มาก่อน แต่คุณสามารถเริ่มต้นได้จากข้อสังเกตเหล่านี้
ทำ - หาราคาที่แน่นอน ก่อนตกลงซื้อขายกับคนขาย
ทำ - ศึกษารถแบบต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคา
ทำ - ตัดสินใจก่อนจะทำการเจรจาซื้อขาย
อย่าทำ - ยอมรับราคาที่สูงกว่าตลาดเพราะอยากได้รถเร็ว ๆ
ทำ - ตัดสินใจขั้นแรก 20 เปอร์เซ็นต์ก่อนตัดสินใจเด็ดขาด
ทำ - ยืนยันความต้องการของคุณ
อย่าทำ - แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าในรถคันใดคันหนึ่ง
ทำ - เตรียมที่จะเดินออก เมื่อคุณรู้สึกอึดอัดในการตัดสินใจ เพื่อรักษาทางเลือกเดิมไว้ และป้องกันตัวเองจากโน้มน้าวของคนขาย
อย่าทำ - อย่าให้เซลแมนควบคุม หรือทำให้คุณพอใจมากเกินไป
ทำ - ถ้าเซลแมนซักถามคุณมากเกินไป ตอบคำถามด้วยการย้อนถาม
ทำ - ตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาอย่างรอบคอบก่อนตกลงใจซื้อ
ทำ - แสดงให้เขารู้หากพบข้อบกพร่องในการทำงานหรือปัญหาของผู้ขาย
ทำ - ตัดสินใจในส่วนสุดท้าย เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว
อย่าทำ - อย่าคุยกับเซลแมนเพียงคนเดียวมากกว่า 2 ครั้ง
ทำ - บอกถึงทุกสิ่งที่คุณต้องการ ก่อนเซ็นชื่อ
ทำ - ทำให้เซลแมนเชื่อว่าเขาจะได้เงินจากการค้า หากยอมรับราคาที่คุณต้องการ บอกถึงราคาที่คุณจ่ายได้
ทำ - ชวนเพื่อน หรือคนรู้จักที่มีประสบการณ์ไปให้ คำแนะนำในการซื้อรถ หรือการเจรจาต่อรองด้วย
การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางการเจรจาในการตัดสินใจแต่ในสถานการณ์จริงผู้ซื้อควรใช้วิจารณญาณ และสติในการตัดสินใจด้วยตนเอง
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 3 How to buy the car Tip 3

ผู้ขายรถใหม่ และรถใช้แล้วจะมีแนวทางการขายที่คล้ายคลึงกัน แต่วิธีลงทุนในการจัดซื้อและค่าใช้จ่ายต่างกัน ๆ ผู้ขายรถใหม่จะลงทุนโดยการซื้อรถใหม่จากผู้ผลิตด้วยราคามาตรฐาน ถ้าการขายล้าหลังผู้ผลิตซึ่งในการสนับสนุนทั้งกับผู้ขายและลูกค้า จะรณรงค์และโฆษณาเกี่ยวกับสมรรถนะของรถต่อสาธารณชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีการลดราคา มีของแถม และเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง เพื่อให้ผู้ผลิตและบริษัทตัวแทนสามารถขายรถได้มากขึ้น เช่น ผู้ผลิตจะมีการเพิ่มกำไรและการกระตุ้นเปอร์เซ็นต์รายได้ให้กับเซลแมน โยไม่เพิ่มราคารถ
สำหรับรถใช้แล้ว ผู้ขายจะมีอิสระในการขาย ไม่มีการตบตาจากเทคนิคการรณรงค์หรือเทคนิคกำไร แต่ให้ระวังผู้ขายบางประเภทที่ใช้เทคนิคการพรรณนาเกินจริง เพื่อดึงดูดความสนใจ “ เราได้กำไรจากรถตอนเราซื้อ ไม่ได้ทำกำไรตอนเราขาย “ เพราะถ้าเราซื้อรถในราคาที่เหมาะสมหรือซื้อได้ถูก เราจะสามารถขายได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเราขายรถในราคาที่เหมาะสม
รายละเอียดข้างล่างนี้ เป็นเคล็ดลับที่ผู้ขายนิยมใช้ โดยแต่ละข้อเป็นคำแนะนำและวิธีแก้ซึ่งเหมาะสมที่สุด
เคล็ดลับ - จากค่าเฉลี่ย เซลแมนขายรถ ชอบคุยกับคุณเป็นเวลานานๆ เพื่อให้คุณมีเวลาเปรียบเทียบร้านค้าได้น้อยลง
วิธีแก้ - อย่ารีบร้อน ถ้าไม่ได้ตามที่ต้องการ ให้ออกไปหาร้านใหม่
เคล็ดลับ - เซลแมนย่อมมีความสามารถในการโน้มน้าว ให้คุณรู้สึกต้องการรถที่เขาแนะนำได้ไม่ยาก
วิธีแก้ - อย่าตกหลุมพราง แม้คุณจะรู้สึกว่าต้องการรถคันนั้นมาก อย่าพึ่งบอกให้เซลแมนรู้ ให้ออกจากร้านนั้นเพื่อใช้เวลาคิดประมาณ 48 ชั่วโมง ก่อนเซ็นสัญญาซื้อ
เคล็ดลับ - เซลแมนขายรถบางคนมีความชำนาญมาก คุณจะรู้สึกสะดวกสบาย และไว้วางใจในคำพูดของเขา
วิธีแก้ - อย่าลืมว่าเขาคือเซแมนที่มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือหาเงิน ( จากคุณ ) ถึงเขาจะเป็นเซลแมนที่ดี แต่นั่นคือหน้าที่ของเขาคุณควรเพียงมองหาสิ่งที่ต้องการ
เคล็ดลับ - ทันทีที่คุณเดินเข้าไปในร้าน งานของเซลแมนคือการขายรถให้คุณในราคาสูงที่สุดที่จะทำได้เพราะหัวใจสำคัญของเซลแมน คือกำไรและคอมมิชชั่น ( เซลแมนส่วนมากทำงานแลกกับค่าคอมมิชชั่น )
วิธีแก้ - คุณจำเป็นต้องทำการบ้าน รู้ราคารถและตัดสินใจก่อนที่จะเดินเข้าไปในร้าน อย่าซื้อก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาทำการเปรียบเทียบใช้เงินของคุณให้คุมค่าที่สุด
เคล็ดลับ - เซลแมนยืนยันที่จะไม่ลดราคา
วิธีแก้ - ไปที่อื่น หัวเราะและเดินออกไป
เคล็ดลับ - เซลแมนยืนยันว่านั่นคือราคาพิเศษแล้ว
วิธีแก้ - ถ้าคุณพบการยืนยันเช่นนี้ อย่าเชื้อง่าย ๆ พิจารณาว่าเซลแมนโกหกหรือไม่? กลับมาคิดก่อน
เคล็ดลับ - เซลแมน ยืนยันว่า ราคาที่เสนอให้คุณไม่เคยมีใครได้ หรืออื่น ๆ
วิธีแก้ - อย่าเชื่อ แน่วแน่กับความต้องการของคุณ
เคล็ดลับ - ผู้ขายรถที่มีประสบประการเจรจาซื้อขายรถถี่กว่า 5,000 ครั้งในแต่ละปี หรือมากกว่านั้น พวกเขาเป็นมือโปร
วิธีแก้ - ไปจากคนขายพวกนี้ พวกเขาแค่ใช้สองสามเกมในการเจรจาซื้อขายก็สามารถมัดคุณอยู่มัดคุณมองหา คนขายที่ยังเด็กอยู่ พวกเขาจะมีประสบการณ์น้อย และอยากขายได้มากกว่า แต่อย่าประมาท เพราะเซลแมน เหล่านี้จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ในการอบรมเทคนิคการขายเช่นกัน
เคล็ดลับ - การซื้อรถในเวลากลางคืน หรือในวันหยุดจะเป็นเวลาดีที่สุดของผู้ขาย
วิธีแก้ - เลือกซื้อรถระหว่างวันหยุด หรือวันสิ้นเดือน เพราะผู้ขายจะยอมต่อรอง เพื่อเพิ่มยอดขาย ในเดือนนั้น
เคล็ดลับ - เซลแมนจะกลัวการเดินออกจากร้านของคุณมาก ดังนั้นพวกเขาจะขอที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และรายละเอียดที่สามารถติดต่อคุณได้ เพื่อไม่ให้สูญเสียลูกค้า
วิธีแก้ - คุณจะเริ่มควบคุมราคาได้ในขั้นแรก การที่เซลแมนทำเช่นนี้ เมื่อคุณเริ่มเดินออกจากร้าน เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมของคุณ ดังนั้นถ้าคุณไม่พอใจราคาที่เขาเสนอ เดินออกจากร้านมาเสีย
เคล็ดลับ - ลูกค้าส่วนใหญ่รู้ดีว่า การเซ็นสัญญาในข้อตกลงที่ยังไม่พอใจทั้งหมด คือการตาบอดในแง่กฏหมาย แต่ด้วยความสามารถในการโน้มน้าวของเซลแมน เขากลับทำในส่งที่ตรงกันข้ามกับความตั้งใจ
วิธีแก้ - ก่อนเซ็นสัญญา ให้คุณตรวจดูรายละเอียดทั้งหมด ตรวจดูกำหนดการจ่ายเงิน และค่าใช้จ่ายที่คุณต้องเสียโดยละเอียด นึกถึงตอนจ่ายเงินไว้ให้ดี
Saturday, 16 November 2013
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 2 How to buy the car Tip 2
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 2
คุณจะตัดสินใจอย่างไรว่ารถ คันไหนเป็นแบบที่คุณต้องการ ?
ก่อนซื้อรถคุณต้องตัดสินใจว่า รถแบบไหนคือแบบทที่คุณมองหา และราคาที่ถูกต้องในตลาด สองสิ่งนี้คือ ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องศึกษาก่อนเจรจาซื้อขาย
การตัดสินใจว่ารถชนิดไหนที่คุณกำลังมองหา ก่อนเข้าไปยังศูนย์บริการซึ่งมีรถมากมายให้คุณเลือก สิ่งที่คุณต้องพิจารณาถึงคือ
1) คุณสามารถซื้อได้ในราคาเท่าไร?
2) คุณต้องการรถสำหรับกี่คน?
3) คุณต้องการรถที่บรรทุกได้หรือมีประตูหลังหรือไม่?
4) คุณต้องการรถกี่ประตู?
5) คุณต้องการใช้รถในเมือง หรือใช้ทางออกต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่?
6) อะไรคือความปลอดภัยที่คุณต้องการ?
7) คุณชอบเกียร์อัตโนมัติหรือรถเกียร์ธรรมดา?
8) อุปกรณ์ อื่น ๆ ที่สำคัญในรถ (ล็อกประตู หน้าต่างไฟฟ้า พวงมาลัยเพาเวอร์ เบรกแอนตี้ล็อก)
9) คุณสามารถยืดหยุ่นเรื่องราคาได้หรือไม่?
เมื่อคุณได้ลักษณะของรถที่ต้องการอย่างชัดเจนแล้วเริ่มตัดสินใจเลือกรถที่เหมาะสมจาก
1. หาข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และราคารถจากนิตยสารต่าง ๆ
2. ตัดสินใจจากลักษณะเฉพาะ และทำการเปรียบเทียบ เช่น
** ความปลอดภัย
** การควบคุมและการทำงาน
** ความสะดวกสบายและความกว้างขวาง
** ความประหยัด
** ความน่าเชื่อถือจากโฆษณา
** ประโยชน์ใช้สอย
3. เลือกหนึ่งหรือสองแบบ จากลักษณะเฉพาะทั้งหมดที่ตรงกับความต้องการของคุณ
ควรซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว?
แบบไหนที่เหมาะสมกับคุณ? รายละเอียดข้างล่างเป็นข้อเปรียบเทียบระหว่างรถใหม่และรถเก่า เพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจ
รถใหม่
ข้อดี
1. คุณสามารถเลือกสี การตกแต่ง และรูปแบบได้ตามต้องการ
2. น่าวางใจและมีประกันภัยคุ้มครอง
3. สภาพและราคาง่ายต่อการตัดสินใจ
4. ผู้ขายจะมีการจัดหาสถาบันทางการเงิน ซึ่งดอกเบี้ยถูกกว่าคุณหาเอง หรือบางยี่ห้ออาจไม่เสียดอกเบี้ยเลย
5. มีประกันหลังการขาย และบริการจากผู้ชำนาญงาน
ข้อเสีย
1. รถใหม่จะมีค่าเสื่อมราคา 50 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ปีแรก
2. ราคาสูง
รถที่ใช้แล้ว
ข้อดี
1. ราคาถูกกว่ามาก
2. ไม่มีค่าเสื่อมราคา เพราะค่าเสื่อมราคาจะอยู่ที่ผู้ซื้อเดิมแล้ว
ข้อเสีย
1. สภาพของรถ และราคามักไม่เหมาะสมกัน
2. ความน่าไว้วางใจยังเป็นปัญหา
3. มีข้อจำกัดในทางเลือกเกี่ยวกับสี การตกแต่งและรูปแบบ
4. ไม่มีใบรับประกัน
5. ดอกเบี้ยสูงกว่าซื้อรถใหม่
คุณจะตัดสินใจอย่างไรว่ารถ คันไหนเป็นแบบที่คุณต้องการ ?
ก่อนซื้อรถคุณต้องตัดสินใจว่า รถแบบไหนคือแบบทที่คุณมองหา และราคาที่ถูกต้องในตลาด สองสิ่งนี้คือ ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องศึกษาก่อนเจรจาซื้อขาย
การตัดสินใจว่ารถชนิดไหนที่คุณกำลังมองหา ก่อนเข้าไปยังศูนย์บริการซึ่งมีรถมากมายให้คุณเลือก สิ่งที่คุณต้องพิจารณาถึงคือ
1) คุณสามารถซื้อได้ในราคาเท่าไร?
2) คุณต้องการรถสำหรับกี่คน?
3) คุณต้องการรถที่บรรทุกได้หรือมีประตูหลังหรือไม่?
4) คุณต้องการรถกี่ประตู?
5) คุณต้องการใช้รถในเมือง หรือใช้ทางออกต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่?
6) อะไรคือความปลอดภัยที่คุณต้องการ?
7) คุณชอบเกียร์อัตโนมัติหรือรถเกียร์ธรรมดา?
8) อุปกรณ์ อื่น ๆ ที่สำคัญในรถ (ล็อกประตู หน้าต่างไฟฟ้า พวงมาลัยเพาเวอร์ เบรกแอนตี้ล็อก)
9) คุณสามารถยืดหยุ่นเรื่องราคาได้หรือไม่?
เมื่อคุณได้ลักษณะของรถที่ต้องการอย่างชัดเจนแล้วเริ่มตัดสินใจเลือกรถที่เหมาะสมจาก
1. หาข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ และราคารถจากนิตยสารต่าง ๆ
2. ตัดสินใจจากลักษณะเฉพาะ และทำการเปรียบเทียบ เช่น
** ความปลอดภัย
** การควบคุมและการทำงาน
** ความสะดวกสบายและความกว้างขวาง
** ความประหยัด
** ความน่าเชื่อถือจากโฆษณา
** ประโยชน์ใช้สอย
3. เลือกหนึ่งหรือสองแบบ จากลักษณะเฉพาะทั้งหมดที่ตรงกับความต้องการของคุณ
ควรซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว?
แบบไหนที่เหมาะสมกับคุณ? รายละเอียดข้างล่างเป็นข้อเปรียบเทียบระหว่างรถใหม่และรถเก่า เพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจ
รถใหม่
ข้อดี
1. คุณสามารถเลือกสี การตกแต่ง และรูปแบบได้ตามต้องการ
2. น่าวางใจและมีประกันภัยคุ้มครอง
3. สภาพและราคาง่ายต่อการตัดสินใจ
4. ผู้ขายจะมีการจัดหาสถาบันทางการเงิน ซึ่งดอกเบี้ยถูกกว่าคุณหาเอง หรือบางยี่ห้ออาจไม่เสียดอกเบี้ยเลย
5. มีประกันหลังการขาย และบริการจากผู้ชำนาญงาน
ข้อเสีย
1. รถใหม่จะมีค่าเสื่อมราคา 50 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ปีแรก
2. ราคาสูง
รถที่ใช้แล้ว
ข้อดี
1. ราคาถูกกว่ามาก
2. ไม่มีค่าเสื่อมราคา เพราะค่าเสื่อมราคาจะอยู่ที่ผู้ซื้อเดิมแล้ว
ข้อเสีย
1. สภาพของรถ และราคามักไม่เหมาะสมกัน
2. ความน่าไว้วางใจยังเป็นปัญหา
3. มีข้อจำกัดในทางเลือกเกี่ยวกับสี การตกแต่งและรูปแบบ
4. ไม่มีใบรับประกัน
5. ดอกเบี้ยสูงกว่าซื้อรถใหม่
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 1 How to buy the car Tip 1
การซื้อรถยนต์ การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง ตอน 1
การซื้อรถยนต์ ด้วยตนเอง เรื่องจากประสบการณ์
เตรียมพร้อม : รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ หลังจากตัดสินใจว่าจะซื้อรถด้วยตัวเองแล้ว ดิฉันได้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องยากสำหรับดิฉันและผลจากการศึกษานี้ ทำให้ดิฉันทราบว่า ควรทำอย่างไรหากต้องการรถราคายุติธรรม? หรือสามารถสร้างกำไรในการต่อรองรถใช้แล้วได้อย่างไร? ดิฉันได้เรียนรู้ถึงหลักจิตวิทยาที่เป็นผู้ชนะในการซื้อรถราคายุติธรรมและเป็นลูกค้าที่มีคุณค่าในเวลาเดียวกันไม่ว่าคุณจะซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว เคล็ดลับอย่างหนึ่งของผู้ขายที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ ผู้ขายทุกคนย่อมต้องการทำการค้าที่ได้กำไรสูงสุด หลายครั้งที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า เพียงเพราะเขาสามารถจ่ายเงินจำนวนมาก สำหรับที่โปรดปราน โดยคิดว่าเป็นราคาซื้อที่ยุติธรรมและถูกต้องแล้ว ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจหรืออาจเป็นเพราะผู้ขายไม่ให้รายละเอียดที่ชัดเจน ดังนั้นกว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็ตกกระไดพลอยโจนไปซะแล้ว ดังนั้นทราบไว้เถอะว่าคุณจะสามารถประหยัดเงินได้หลายหมื่นบาท หากเข้าใจวิธีการซื้อที่ถูกต้อง
เป็นเรื่องแน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีสถานการณ์ซึ่งมีผลต่อการติดต่อซื้อขาย และราคาต่างกัน เช่น
การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง
** รถคันไหนเป็นเป้าหมายในการพิจารณาของคุณ
** ความยืดหยุ่นในทางเลือกของคุณ
** เวลาที่คุณเข้าไปในร้าน
** ปีที่คุณซื้อ
** เดือนที่คุณซื้อ
** สภาพตลาด
** รายการสินค้าของผู้ขาย
** สถานะทางการเงิน และประวัติทางการเงินของคุณ
** สิ่งที่ผู้ขายทราบเกี่ยวกับความต้องการของคุณ
** คุณทำการซื้อขายกับผู้ขายกับผู้ขายที่ดีหรือไม่?
การเจรจาซื้อขายและราคาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับวิธีการจ่ายเงิน และการจัดการทางการเงินของคุณ โดยทั่วไปผู้ขายจะแยกประเภทผู้ซื้อด้วยเกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้
1. คุณจะซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว?
2. คุณจะจ่ายเงินสดหรือเป็นเงินผ่อน?
สองข้อนี้ คือ ข้อมูลที่ผู้ขายประเมินคุณเพื่อกำไร จากการค้าให้มากที่สุด เช่นกันถ้าคุณต้องการซื้อรถในราคาถูกที่สุด คุณต้องรู้จักประเมินผู้ขายบ้าง เพราะการประเมินผู้ขายจะมีผลไปถึงการเจรจาต่อรองเพื่อซื้อรถในราคาถูกที่สุดของคุณด้วย
เริ่มต้นประเมินผู้ขายจากขั้นแรกคือ คุณกำลังจะซื้อรถจากใคร?
เซลแมน- เซลแมน จะได้รับการอบรมมาให้ตอบคำถามที่คุณต้องการจนเกิดความเข้าใจ และมั่นใจในรถคันนั้น ๆ และเพราะการซื้อรถขายแต่ละครั้งมีความสำคัญสำหรับพวกเขามาก ดังนั้นเมื่อคุณติดต่อซื้อขายกับเซลแมน ควรถามตัวเองว่า “ คุณควรจะเชื่อคำแนะนำของพวกเขา หรือตัดสินใจ
ด้วยตัวเอง “
ผู้จัดการฝ่ายขาย - เมื่อราคาที่ตกลงซื้อขายกันไม่ลงตัว เซลแมนจะพาคุณไปพบกับผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายขายจะสามารถลดราคาให้คุณได้มากกว่าเซลแมน เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจมากขึ้น พวกเขาจะมีการโน้มน้าวที่น่าฟังขึ้น แต่อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจยืนยันราคาที่คุณต้องการและหันหลังกลับถ้าไม่ยอม
( พวกเขาจะโทรหา และนัดคุณอีกครั้ง )
ผู้จัดการสาขา - จะสามารถลดราคาให้คุณให้มากกว่าผู้จัดการฝ่ายขาย นอกจากนั้นยังสามารถขยายเวลารับประกันบริการแถม หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่คุณจะได้รับจากการค้า และสำคัญคุณจะได้รับราคาที่ต้องการ
เซลแมนขายรถเป็นผู้มีความอดทน มีความสามารถในการเจรจาซื้อขายสูง รายได้จากงานของเขาขึ้นอยู่กับค่าคอมมิชชั่นในเงินจำนวนมากของผู้ซื้อรถ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ในการซื้อรถเกือบทุกครั้งมีตำแหน่งผู้ชนะ / ผู้แพ้ ตายตัวเสมอ นั่นคือ เขาชนะและเราแพ้
หน้าที่ของคุณคือ อย่าให้เซลล์แมนเป็นผู้ชนะ คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการซื้อขายรถเลย เพียงใช้เทคนิคง่าย ๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ในบทนี้ สำหรับการซื้อรถด้วยตัวเอง อ่านออกเดินทางไปยังร้าน ที่คุณหมายตาไว้
จากกลวิธีการเจรจาซื้อขายของคุณ จะทำให้ผู้ขายเห็นด้วยกับราคาที่คุณเสนอ และยอมรับกำไรน้อยลงในที่สุด ดังนั้นกุญแจสำหรับการค้าของคุณคือ ต้องควบคุมความคิดของเซลแมนให้ยอมรับราคาที่คุณเสนอให้ได้
การซื้อรถยนต์ ด้วยตนเอง เรื่องจากประสบการณ์
เตรียมพร้อม : รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ หลังจากตัดสินใจว่าจะซื้อรถด้วยตัวเองแล้ว ดิฉันได้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องยากสำหรับดิฉันและผลจากการศึกษานี้ ทำให้ดิฉันทราบว่า ควรทำอย่างไรหากต้องการรถราคายุติธรรม? หรือสามารถสร้างกำไรในการต่อรองรถใช้แล้วได้อย่างไร? ดิฉันได้เรียนรู้ถึงหลักจิตวิทยาที่เป็นผู้ชนะในการซื้อรถราคายุติธรรมและเป็นลูกค้าที่มีคุณค่าในเวลาเดียวกันไม่ว่าคุณจะซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว เคล็ดลับอย่างหนึ่งของผู้ขายที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ ผู้ขายทุกคนย่อมต้องการทำการค้าที่ได้กำไรสูงสุด หลายครั้งที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า เพียงเพราะเขาสามารถจ่ายเงินจำนวนมาก สำหรับที่โปรดปราน โดยคิดว่าเป็นราคาซื้อที่ยุติธรรมและถูกต้องแล้ว ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจหรืออาจเป็นเพราะผู้ขายไม่ให้รายละเอียดที่ชัดเจน ดังนั้นกว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็ตกกระไดพลอยโจนไปซะแล้ว ดังนั้นทราบไว้เถอะว่าคุณจะสามารถประหยัดเงินได้หลายหมื่นบาท หากเข้าใจวิธีการซื้อที่ถูกต้อง
เป็นเรื่องแน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีสถานการณ์ซึ่งมีผลต่อการติดต่อซื้อขาย และราคาต่างกัน เช่น
การซื้อรถยนต์ด้วยตนเอง
** รถคันไหนเป็นเป้าหมายในการพิจารณาของคุณ
** ความยืดหยุ่นในทางเลือกของคุณ
** เวลาที่คุณเข้าไปในร้าน
** ปีที่คุณซื้อ
** เดือนที่คุณซื้อ
** สภาพตลาด
** รายการสินค้าของผู้ขาย
** สถานะทางการเงิน และประวัติทางการเงินของคุณ
** สิ่งที่ผู้ขายทราบเกี่ยวกับความต้องการของคุณ
** คุณทำการซื้อขายกับผู้ขายกับผู้ขายที่ดีหรือไม่?
การเจรจาซื้อขายและราคาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับวิธีการจ่ายเงิน และการจัดการทางการเงินของคุณ โดยทั่วไปผู้ขายจะแยกประเภทผู้ซื้อด้วยเกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้
1. คุณจะซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว?
2. คุณจะจ่ายเงินสดหรือเป็นเงินผ่อน?
สองข้อนี้ คือ ข้อมูลที่ผู้ขายประเมินคุณเพื่อกำไร จากการค้าให้มากที่สุด เช่นกันถ้าคุณต้องการซื้อรถในราคาถูกที่สุด คุณต้องรู้จักประเมินผู้ขายบ้าง เพราะการประเมินผู้ขายจะมีผลไปถึงการเจรจาต่อรองเพื่อซื้อรถในราคาถูกที่สุดของคุณด้วย
เริ่มต้นประเมินผู้ขายจากขั้นแรกคือ คุณกำลังจะซื้อรถจากใคร?
เซลแมน- เซลแมน จะได้รับการอบรมมาให้ตอบคำถามที่คุณต้องการจนเกิดความเข้าใจ และมั่นใจในรถคันนั้น ๆ และเพราะการซื้อรถขายแต่ละครั้งมีความสำคัญสำหรับพวกเขามาก ดังนั้นเมื่อคุณติดต่อซื้อขายกับเซลแมน ควรถามตัวเองว่า “ คุณควรจะเชื่อคำแนะนำของพวกเขา หรือตัดสินใจ
ด้วยตัวเอง “
ผู้จัดการฝ่ายขาย - เมื่อราคาที่ตกลงซื้อขายกันไม่ลงตัว เซลแมนจะพาคุณไปพบกับผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการฝ่ายขายจะสามารถลดราคาให้คุณได้มากกว่าเซลแมน เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจมากขึ้น พวกเขาจะมีการโน้มน้าวที่น่าฟังขึ้น แต่อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจยืนยันราคาที่คุณต้องการและหันหลังกลับถ้าไม่ยอม
( พวกเขาจะโทรหา และนัดคุณอีกครั้ง )
ผู้จัดการสาขา - จะสามารถลดราคาให้คุณให้มากกว่าผู้จัดการฝ่ายขาย นอกจากนั้นยังสามารถขยายเวลารับประกันบริการแถม หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่คุณจะได้รับจากการค้า และสำคัญคุณจะได้รับราคาที่ต้องการ
เซลแมนขายรถเป็นผู้มีความอดทน มีความสามารถในการเจรจาซื้อขายสูง รายได้จากงานของเขาขึ้นอยู่กับค่าคอมมิชชั่นในเงินจำนวนมากของผู้ซื้อรถ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ในการซื้อรถเกือบทุกครั้งมีตำแหน่งผู้ชนะ / ผู้แพ้ ตายตัวเสมอ นั่นคือ เขาชนะและเราแพ้
หน้าที่ของคุณคือ อย่าให้เซลล์แมนเป็นผู้ชนะ คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการซื้อขายรถเลย เพียงใช้เทคนิคง่าย ๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ในบทนี้ สำหรับการซื้อรถด้วยตัวเอง อ่านออกเดินทางไปยังร้าน ที่คุณหมายตาไว้
จากกลวิธีการเจรจาซื้อขายของคุณ จะทำให้ผู้ขายเห็นด้วยกับราคาที่คุณเสนอ และยอมรับกำไรน้อยลงในที่สุด ดังนั้นกุญแจสำหรับการค้าของคุณคือ ต้องควบคุมความคิดของเซลแมนให้ยอมรับราคาที่คุณเสนอให้ได้
Tuesday, 27 September 2011
การจัมพ์แบตเตอรี่ให้ปลอดภัย
การจัมพ์แบตเตอรี่ให้ปลอดภัย
เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆนาย ประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’
- เมื่อแบตเตอรี่หมด ให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถ และขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
- นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน
- นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา
- ต่อจากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์ หรือตัวถังรถยนต์ ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า
- หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ
- ถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ
- ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่อง และควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใหม่
ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”
- ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
- เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้
- ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่
- ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้
Subscribe to:
Posts (Atom)







